แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่ฮ่องสอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่ฮ่องสอน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สักครั้งของชีวิต...ที่ปาย




    ปาย..เมืองในฝัน สวรรค์บนดิน..ของผู้รักการเดินทาง 

    
สักครั้งของชีวิต...ที่ปาย

หลายครั้งที่ผ่าน..ปาย..เมื่อจะไปทำงานที่แม่ฮ่องสอน
อีกหลายครั้งเช่นกันที่ผ่าน..ปาย..เมื่อกลับจากทำงานที่แม่ฮ่องสอน
ไม่เคยเลยที่จะได้เข้าไปสัมผัสความงามของปายอย่างเต็มตาเต็มใจ ครั้งแล้วครั้งเล่า

ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกของชีวิตที่ได้เข้าไปสัมผัสปาย
ก็ยังคงเป็นการเข้าไปทำงานดังเดิม
แต่..เป็นการทำงานที่เลือกสถานที่ได้ตามหัวใจร่ำร้อง
ปาย..เมืองในฝัน สวรรค์บนดิน..ของผู้รักการเดินทาง

หลายครั้งเคยได้ยินและหลายครั้งเคยได้อ่าน
บางคนพูดว่า..ขอเพียงสักครั้งให้ได้ไป..ปาย...ก็นับว่าคุ้มแล้วกับชีวิตนี้
โห...



  ณ วันนี้ของชีวิต..จึงขอมีสักครั้ง
บ๊ายบาย..เชียงใหม่เมืองในหมอกสักสองวันนะคะ..   
ตั้งใจเต็มที่ที่จะเก็บภาพสวยๆของเมืองในฝันสวรรค์บนดิน ให้ได้มากที่สุด    
งานนี้มีคุณครูคนใจดีเป็นโชเฟอร์ให้   ดังนั้นตลอดทางจึงมีความสุขกับสองข้างทางเต็มที่  
ตั้งแต่ออกจากเชียงใหม่  ผ่านแม่ริม แม่แตง  ห้วยน้ำดัง ป่าแป๋  และก็เข้าสู่ปายในยามค่ำ  
ตลอดเส้นทางท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยหมอกควัน   สองข้างทางมีไฟไหม้ป่าเป็นระยะ 
คิดอยากจะโทรบอกให้คนมาดับไฟ  คุณครูบอกว่า “ไม่ต้องครับ ศน. นี่ก็ถิ่นของป่าไม้ทั้งนั้น 
เขาทราบแล้ว เห็นจนชินครับ”   นี่ละมังสาเหตุของหมอกควันที่แก้ไขไม่ได้สักที
จนต้องรีบนำมาเป็นเรื่องด่วนจัดทำเป็นหลักสูตรระดับท้องถิ่นของหลายจังหวัดในภาคเหนือ   
ว่าให้ผู้ใหญ่ไม่เป็นผล..ก็มาลงเอยที่เด็ก   คำคมที่คมคำ “ตัวอย่างที่ดีดีกว่าคำสอน” ไม่เป็นผล  ใช้ไม่ได้เลยนี่...            
....ตั้งใจจะดื่มด่ำกับความงามของสองข้างทางก็ไม่เป็นดั่งใจเท่าที่ควร  เลยป่าแป๋ขึ้นสู่ดอยสูงของปาย  หมอกควันเริ่มจางลง ค่อยโล่งใจโล่งตา  เริ่มเก็บภาพยามอาทิตย์จะลับเหลี่ยมเขาได้หลายภาพ  ก่อนเข้าสู่ “เมืองปาย”   ทัวร์ปายส่งท้ายหน้าหนาวก่อนย่างเข้าสู่แล้งครั้งนี้  จึงเน้นการนำภาพมาฝากเพื่อนๆค่ะ   สวยบ้าง ไม่สวยบ้าง ไม่เป็นไรนะคะ... 

หนึ่งราตรี... ที่ “ปาย”

            ปาย เมืองเล็กๆ น่ารักๆ ไกลหนทาง แต่ไม่ไกลใจของนักเดินทางที่นับวันจะมากยิ่งขึ้น จากแต่ก่อนที่มีเพียงเฉพาะคนต่างชาติเท่านั้น  เพราะคนเมือง(บ่ใจ้คนไทย)ก็เห็นเป็นอำเภอชนบทเล็กๆ ไม่ว่าจะนับจากเชียงใหม่ไป  หรือนับจากแม่ฮ่องสอนมา  แต่เดี๋ยวนี้...ปาย...กลายเป็นเมืองในฝันของนักท่องเทียวไทยด้วยแล้ว  ด้วยเหตุนี้จึงค่อนข้างรู้สึกใจหายกับการเปลี่ยนไปของปาย ทั้งคนอยู่และคนไปคงคิดเช่นเดียวกัน หนึ่งคืนที่ปายจึงทำให้ผู้เขียนพบเห็นประโยคนี้เกลื่อนอยู่ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นป้ายหน้าร้าน  โลโก้ติดเสื้อ คำคมในไปรษณียบัตรและในของที่ระลึกต่างๆที่วางขายตลอดถนนคนเดิน “ปายบ่เปลี่ยน   คนสิเปลี่ยน




...ชิมข้าวปุกแสนอร่อย จากแม่ค้าคนสวย ชิ้นละ 10 บาทค่ะ.. คิวยาวด้วย



   ถึงปายแล้ว
   ถึงปายแล้วค่่...จุดเด่นของปายที่ผู้เขียนสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว จากการท่องราตรีที่ถนนคนเดิน คือ ร้านค้าจะมีโปสการ์ดสวยๆที่เป็นไปรษณียบัตรได้ด้วยไว้สำหรับนักท่องเที่ยวได้ส่งให้เพื่อน  ญาติมิตร  หรือคนพิเศษ ภาพสวยๆ สไตล์คลาสสิก ชั่วเวลาสั้นๆ ผู้เขียนเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่นหลายกลุ่มทีเดียวที่เข้าไปใช้บริการ ตั้งแต่ซื้อการ์ด   แล้วก็มานั่งประทับตรายางสารพันคำพูดน่ารัก  Pai  แล้วก็เขียนที่อยู่ผู้รับ ซื้อแสตมป์ใส่ และหย่อนลงตู้ไปรษณีย์  ดีจัง..เศรษฐกิจหมุนสะพัดแบบครบวงจร


หลงปาย

     รีสอร์ทสวยๆ น่ารักๆ รูปร่างแปลกๆ หลากสไตล์  ทั้งแบบตะวันตกและ สไตล์ไทยๆ รวมทั้งแบบของคนเพื่อชีวิต เป็นเสน่ห์ของเมืองปายที่ทำให้ผู้เขียนหลงใหล  เพราะปกติก็ชอบศิลปะการตกแต่งแบบนี้อยู่แล้ว  แต่ละรีสอร์ทก็สรรหาวิธีการดึงลูกค้า ด้วยวิธีการต่างๆ  ที่เห็นในช่วงเวลาสั้นๆ ก็คือ มีม้านั่งแปลก ๆ ไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวไว้ถ่ายรูป  มีร้านกาแฟสดไว้คอยต้อนรับและให้บริการ  มีโปสการ์ด แสตมป์และตู้ไปรษณีย์ไว้ให้บริการอย่างสะดวก  ใกล้ และรวดเร็ว  ชื่อรีสอร์ทแต่ละแห่งก็เป็นแบบเก๋ๆ ทั้งชื่อไทยและชื่อฝรั่ง  ที่โดนใจและตรงใจนักท่องเที่ยวมากที่สุดว่าต้องการที่พักสไตล์ใด เช่น  Pai Hotspring,  Rim Pai CottageHuting Pai,Baan KratingPai River CornerPai River MountainMuang PaiBulun Buri Pai,  De Pai ResortBaan Pai VillageBelle Villa PaiThe QuarterPai VimaanWang Chang PuekBaan Suan Rim PaiPai VimarnCafe de Doi,   Pura Vida,  Pai Praya,  Phu Pai ArtBura Lumpai ResortPai Tara Resort New!, Pai Baanthai Resort , Yoma Hotel และอีกมากมาย(ข้อมูลจากเว็บแนะนำของการท่องเที่ยวค่ะ)      ผู้เขียนได้พักที่ปายเรือนไทย เอ..หรือปายบ้านไทยนะ   เพื่อนๆว่าสวยไหมคะ.. 



เที่ยวที่ไหน ภายในเวลา 3 ชั่วโมง
            หลังจากงานเสร็จดังหวัง  ก็กำหนดกับทีมงานว่าก่อนกลับเชียงใหม่ อยากเที่ยวไปในปายสัก 2-3 แห่ง  คุณครูก็น่ารักค่ะจัดให้ 4 แห่ง  โดย 3 แห่งอยู่ในเส้นทางเดียวกัน อีก 1 แห่งเป็นเส้นทางที่จะต้องกลับอยู่แล้ว  เยๆ  ..ขอบคุณเจ้า 





หนึ่ง..วัดน้ำฮู
     วัดน้ำฮู เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของปาย  วิหารวัดน้ำฮู สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช 2474 โดยครูบาศรีวิชัย เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอุ่นเมืองซึ่งเป็นปูชนียวัตถุสำคัญคู่เมืองปายมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบล้านนา   หลวงพ่ออุ่นเมืองเป็นพระพุทธรูปที่ไม่เหมือนกับพระพุทธรูปใดๆ เพราะยอดพระเกศาสามารถยกขึ้นได้เหมือนฝาผะอบ  ภายในพระเศียรกลวง  ที่แปลกก็คือภายในจะมีน้ำซึ่งเกิดขึ้นเอง จากคำบอกเล่าของลุงที่เป็นคนดูแล เล่าว่า ประมาณ 10 วันน้ำก็จะเต็ม  ลุงจะตักน้ำลงมาผสมกับน้ำในอ่างสำหรับเป็นน้ำมนต์สำหรับผู้ที่เข้าไปกราบนมัสการและต้องการขอน้ำไปใช้เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตและรักษาโรคภัยไข้เจ็บมีศาลากลางน้ำประดิษฐานรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระนางสุพรรณกัลยามีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ปรากฏในหลายเว็บไซต์  เพื่อน ๆ ที่สนใจ  สามารถหาอ่านได้นะคะ     ..ชอบหนุ่มสาวคู่นี้ค่ะ..เก๋ไก๋จังวิธีบอกรักปาย..



สอง..หมู่บ้านสันติชล
หมู่บ้านสันติชล เป็นหมู่บ้านที่จำลองวิถีชีวิตของชาวจีนยูนาน  เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของปายเช่นกัน  มีร้านอาหารชาวจีนยูนานเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว  โดยในห้องครัวมีหน้าต่างบานกว้างเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเห็นวิธีปรุงอาหารของชาวจีนยูนานได้ชัดเจนด้านหน้าของหมู่บ้านมีของที่ระลึกขายมากมายหลายอย่าง  มีที่จอดรถสะดวกสบาย  มีข้าวของเครื่องใช้ของชาวจีนยูนาน  และมีชิงช้าไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ลองนั่งด้วย  น่าหวาดเสียวอยู่ เพราะหมุนป็นวงกลมสูงทีเดียว  คุณครูขับรถพาเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไปด้วย ซึ่งก็คล้ายๆ กับหมู่บ้านคนจีนที่ อ.ไชยปราการ  อ.ฝาง และแม่อาย เสียดายที่ไม่ได้แวะชิมหมั่นโถ เพราะเกรงจะกลับค่ำ  



สาม..น้ำตกหมอแปง
น้ำตกหมอแปง เป็นเป้าหมายสุดท้ายของวันนี้  โดยเป็นเส้นทางที่แยกออกจากหมู่บ้านสันติชล เป็นน้ำตกสวยยอดนิยมของปาย  เพราะมีความสวยงามและเดินทางไปเที่ยวสะดวก เพราะห่างจากตัวเมืองปาย เพียง 9 กิโลเมตรเท่านั้น ถึงทางแยกเลี้ยวซ้ายไปจนถึงหมู่บ้านมูเซอยะโป๋จากนั้นเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร ตามถนนลูกรังขนานเล็ก สุดทางจะเป็นที่จอดรถ ตัวน้ำตกอยู่ทางด้านขวามือ เดินลงไปนิดเดียวก็ถึง  จากที่เคยอ่านทราบข้อมูลว่าน้ำตกหมอแปงมี 3 ชั้น ชั้นที่ใหญ่และเหมาะแก่การเล่นน้ำคือ ชั้นสองและชั้นสาม โดยรวมแล้วจะสูงประมาณ 15 เมตร  กว้างประมาณ 10-15 เมตร มีน้ำไหลตลอดปีแต่สวยงามที่สุดในช่วงฤดูฝนบรรยากาศโดยรอบร่มรื่นด้วยป่าต้นยาง ใกล้ ๆ บริเวณน้ำตกยังเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านมูเซอแดง วันที่ผู้เขียนกับคณะไปเที่ยวนั้นน้ำค่อนข้างแห้งเพราะย่างเข้าสู่หน้าแล้งได้หลายวันแล้ว เก็บภาพ 3-4 ภาพก็กลับ    เติมพลังด้วยน้ำแข็งไสใส่เฮลส์บลูบอยสีเขียวสีแดงกันคนละถ้วย บริเวณใกล้น้ำตก ชุ่มฉ่ำหวานแล้วก็ขึ้นรถบ่ายหน้ากลับเชียงใหม่  




สี่..สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย 
สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย  เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของเมืองปาย  ซึ่งผู้เขียนเคยผ่านหลายครั้งแล้ว  แต่ไม่เคยศึกษาประวัติความเป็นมา  จากการศึกษาข้อมูลทราบว่าสะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ญี่ปุ่นเรืองอำนาจอยู่ในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงกำลังพลและอาวุธสู่พม่า  เช่นเดียวกันกับสะพานข้ามแม่น้ำแควที่จังหวัดกาญจนบุรี   ปัจจุบันมีการสร้างสะพานคอนกรีตที่มีมาตรฐานขึ้นมาแทนที่ เพราะปายได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองไทยแล้ว  จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก และด้วยตัวสะพานประวัติศาสตร์ปายแห่งนี้ก็เก่าแก่มากมิอาจรับน้ำหนักของรถที่วิ่งผ่านได้ไหวจึงมีสะพานคอนกรีตเกิดขึ้นเพื่อใช้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำปายเข้าสู่เมืองปายแทนสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย แต่สะพานประวัติศาสตร์ท่าปายก็ยังอยู่เคียงข้างกันกับสะพานคอนกรีตที่สร้างขึ้นมาใหม่อย่างลงตัว  ....เสียดายนิดเดียวที่ทุ่งนาสองข้างทางต่อจากสะพานค่อนข้างแห้งแล้ง  มิฉะนั้นคงเก็บภาพวิวสะพานสวยมีดอยเป็นฉากงามได้มากกว่านี้



..แวะดื่มกาแฟรสชาติกลมกล่อมและแสนจะนุ่มลิ้นที่ร้านนี้ค่ะ..Coffee in love




                      สองวันผันผ่าน


                         เบิกบานที่ปาย
                       แม้ฟ้าไม่ใส
                        ใจแสนสุขหนอ
                     จะต่อเติมฝัน
                     เฝ้านับวันรอ
                          ว่างงานเพียงพอ
                  จะขอหวนคืน

         บายๆ..ปาย..เมืองในฝันสวรรค์บนดิน..เจ้า

                             


วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

หลงเสน่ห์..เมืองสามหมอก


เพียงชั่วข้ามคืน ฉันก็หลงเสน่ห์.."แม่ฮ่องสอน :เมืองสามหมอก" เสียแล้ว

               หลงเสน่ห์...ความงามของทิวทัศน์  
               หลงเสน่ห์...ภาพชัดทะเลหมอก 
               หลงเสน่ห์...โค้งต๊บศอกของเส้นทาง  
               หลงเสน่ห์...รอยยิ้มที่กว้างขวางของผู้คน 
               หลงเสน่ห์...ชีวิตที่น่ายินยลของคนในถิ่น

        ปีหนูน้อยผ่านผันไปได้ ๒ วันก็เริ่มทำงานอย่างมีความสุขตามพรที่ได้รับ "ทำงานให้สนุกนะคะ".. "ทำงานอย่างมีความสุขนะครับ"..แล้วความสุขก็จะเริ่มบังเกิดขึ้นทีละน้อย..ทีละน้อย..งานแรกของปีเริ่มแล้ว..การประเมินโรงเรียนเพื่อรับรางวัลพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ประจำปี ๒๕๕๐  ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน

        เริ่มต้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน..ถูกใจมาก..เพราะอยากเที่ยวอยู่แล้ว  คณะประเมินประกอบด้วยรองผู้อำนวยเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑ และ เขต ๒  หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา  และ ผู้เขียน  รวม ๕ คน  รถตู้สภาพเยี่ยม พร้อมโชเฟอร์คนเก่ง..ลุย..ตะลอนทัวร์...เริ่มแล้ว  คณะออกจากเชียงใหม่ทางอำเภอแม่แตง  ผ่านห้วยน้ำดัง  วนอุทยานแห่งชาติอันสวยงามขึ้นชื่อ โป่งเดือดป่าแป๋ เข้าสู่อำเภอปาย  ผ่านอำเภอปางมะผ้า สู่อำเภอเมือง  จังหวัดแม่ฮ่องสอน

       สัมผัสแรกที่สวยงาม..คือ ธรรมชาติ ทิวทัศน์สองข้างทางสดใสสวยงามมาก  ท้องฟ้าสดใส  ตั้งแต่เริ่มออกจากเชียงใหม่ พยายามจะเก็บภาพสวย ๆ แต่ไม่มีความชำนาญ อยากได้วิวดอย หรือภูเขาสวยๆ กลับได้ป่าไม้สองข้างทาง เหมือนกับท่านรอง ฯ มงคล   แต่ก็มีฉากภูเขาสวย ๆ หลายภาพ  ท่านรองฯ ไกรสรพูด "..ซ้ายก็ดอย..ขวาก็ดอย.."  "จริงด้วยค่ะ.."   เข้าสู่ตัวอำเภอปาย  อำเภอเหนือสุดของแม่ฮ่องสอน เป็นอำเภอเล็ก ๆ  คนต่างชาติ  โดยเฉพาะฝรั่งเยอะมาก  เป็นเมืองท่องเที่ยว  คล้ายๆกับพัทยา  ผ่านเข้าสู่อำเภอปางมะผ้า และมุ่งสู่อำเภอเมือง  เป้าหมายเป็นที่พัก  ตลอดเส้นทางทิวทัศน์สวยงามมาก  ถูกใจผู้เขียนเป็นยิ่งนัก 

       เสน่ห์ที่สอง..ที่สัมผัสได้ เมื่อเหยียบย่างเข้าเมืองสามหมอก คือ ..อัธยาศัยไมตรีจิต..ของผู้คน  รอยยิ้มที่กว้างขวางและจริงใจ  ความน่ารัก  ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่หยิบยื่นให้แก่ผู้มาเยือนอย่างง่าย ๆ ที่ค่อนข้างพบได้ยากในยุคสมัยปัจจุบัน  โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ เมืองเชียงใหม่ก็ค่อนข้างพบยากแล้ว

       คณะได้รับการต้อนรับอย่างอบอ่นจากท่านผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ  จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมคณะ  ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ผอ.อุดม  ชัยมงคล  ท่านเป็นยอดมนุษย์ผู้มีอุดมการณ์ที่ขอนับถือ  อีก ๘ เดือนท่านจะเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านทำงานชนิดที่ทำให้เราต้องหวนกลับมาย้อนคิดพิจารณาตัวเอง  เคยพุดกับเพื่อนครูเสมอว่า..เวลา..ไม่เป็นอุปสรรคของการทำดี  มาพบข้อมูลที่ยืนยันได้จริง ๆ จากท่านผอ.อุดม ชัยมงคล นี่เอง  ..บทพิสูจน์ของปรัชญาชีวิตที่น่าทึ่ง..

         ความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง ความรับผิดชอบ ความมีวินัยในชีวิต  รวมทั้งการเป็นพหูสูต มีครบครันในตัวของท่าน   ถ้าประเทศไทยมีข้าราชการเหมือนท่านผอ.อุดม สักประมาณร้อยละ ๕๐  ประเทศชาติบ้านเมืองคงเจริญแบบฉุดรั้งไว้ไม่อยู่เชียวละ ทุกคำพูดของท่านไม่สมควรตัดทิ้งแม้แต่ประโยคเดียว  ผู้เขียนสรุปให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดคือ "ตัวอย่างที่ดี ดีกว่าคำสอน" ในทุกเรื่องด้วยค่ะ   ท่านบอกเล่าพูดคุยกับพวกเราอย่างมีความสุข IQ กับ EQ มีอยู่ในตัวของท่านพร้อมกันทั้งสองด้าน   ท่านใช่เพียงแต่จะเก่งด้านวิชาการเท่านั้น  อารมณ์ของท่านก็เป็นเลิศ  ท่านพูดภาษาญี่ปุ่นได้  พูดภาษาอังกฤษได้  ท่านเก่งคอมพิวเตอร์  ท่านสามารถใช้ Internet  ได้   ใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือก็ได้(เราเก่งเหมือนท่านแฮะ) ..น่าทึ่งมากที่ผู้สูงอายุเช่นนี้ทำได้ 


          ท่านส่ง e-mail ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก  ท่านบอกเล่างานในการดูแลเด็กพิการหรือเรียกว่าเด็กพิเศษของท่าน  บอกเล่าถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่ค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย  ท่านได้รับความเอื้อเฟื้อจากคนทั่วโลกที่ไม่รู้จักหน้าค่าตากันเลย  ท่านสามารถสร้างอาคารเรียน  ห้องเรียนที่เหมาะกับเด็กพิการ  สื่อการสอนที่ทันสมัยได้โดยใช้ความสามารถของท่านล้วน ๆ ท่านมีข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล นักเรียนคนไหนมีปัญหาอย่างไร ท่านก็ได้รับสื่อที่แก้ปัญหานักเรียนได้ตรงกับสภาพปัญหา ท่านเล่าอย่างภาคภูมิใจ  ชี้ให้ดูโน่นดูนี่อย่างมีความสุข  ท่านนั่งสาธิตการส่งเมล์ให้พวกเราดู  ผู้เขียนมัวเพลิดเพลินในการฟังท่าน จึงเก็บภาพได้ ๒-๓ ภาพเท่านั้น  ท่านจัดห้องทำงานแบบญี่ปุ่น เป็นมุมเล็ก ๆ น่ารักมาก  เสียดายไม่มีภาพให้ดูค่ะ "ผมซื้อเก้าอี้ทุกตัว  ของใช้ส่วนตัวทุกชิ้นด้วยเงินของผมเอง  ไม่ได้ใช้เงินที่ขอมาครับ  ผมต้องการให้ครูของผมเห็นเป็นตัวอย่าง"  ท่านมีจักรยานหนึ่งคันไว้ขี่มาโรงเรียน  ท่านบอกว่าอยากให้ร่างกายแข็งแรงต้องทำเองซื้อหาไม่ได้...อีกแล้วปรัชญาชีวิต..ท่านชี้ให้ดูภาพบุหรี่มวนสุดท้ายที่ท่านสูบ  กล่องเหล้าสาเก..กล่องสุดท้ายที่ท่านดื่ม (ท่านไปอยู่ญี่ป่นและท่องเที่ยวทั่วโลกมาแล้ว)  ท่านบอกว่าสนใจและสมัครเรียนคอมพิวเตอร์ เมื่ออายุ ๕๐ ปีจากโรงเรียนสารพัดช่าง น่าทึ่งในความมุ่งมั่นจริง ๆ

        "พร" สุดท้ายที่ท่านฝากให้พวกเราก่อนส่งเข้าที่พัก "ให้อยู่ดีมีสุข"  ท่านไม่ให้ "พรรวย"  ท่านบอกว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต   ทุกวันนี้ที่ผู้คนมีปัญหา คือ ให้เงินเป็นนายตัวเอง เราต้องเป็นนายของเงินให้ได้  เป็นนาย ๓ อย่าง รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้  เด็ก ๆ ที่เข็นรถเดินตามพ่อแม่ในห้างสรรพสินค้า หยิบของที่ต้องการใส่รถ  พ่อแม่ส่งการ์ดให้รูด  ของบางอย่างซื้อมาแล้วทิ้งขว้างไม่เป็นประโยชน์ เด็กไม่รู้จักค่าของเงิน  สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของบ้านเมืองต่อไปในอนาคต..ความจริงอีกแล้วค่ะท่านผอ...


  
       เพียงชั่วยังไม่ข้ามคืน  ผู้เขียนก็หลงเสน่ห์ท่าน ผอ.อุดมเข้าแล้ว  ท่านเอื้อเฟื้ออาหารมื้อเย็นที่เป็นอาหารคนไต  อาหารท้องถิ่น ไม่คุ้นหน้าตาและชื่อ  แต่อร่อยมากค่ะ  ที่จำได้มี ไก่อุ๊บ  มะเขืออุ๊บ  จิ้นลุง น้ำพริกอ่อง(เหมือนของเชียงใหม่)  และท่านก็เอื้อเฟื้อประสานที่พักให้ ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์  เสียดายที่ไม่มีภาพให้ดูค่ะ   เพราะเข้าที่พักมืดแล้วและก็ออกแต่เช้ามืดเช่นกัน  บ้านพักอยู่บนดอยสูง  บรรยากาศเยี่ยม  อากาศหนาวเหน็บจับใจ


         เสน่ห์..ที่สัมผัสได้อีก  จากผู้คนในเมืองสามหมอก  ที่พบได้ง่าย ๆ จากการท่องราตรี ที่ถนนคนเดินในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ของคืนวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๑   คำพูดเชิญชวนของพ่อค้าแม่ค้า "เจินผ่อแหละเจ้า.."  "จิมได้นา.."  "ลองได้เจ้า.."  "บ่เป๋นหยังเจ้า.."  ผู้เขียนเมียงมองดูขนมหน้าตาแปลก ๆ  คงแสดงทีท่าอยากชิมให้แม่ค้าเห็น  แม่ค้าจึงยื่นขนมให้  "ลองผ่อซักหน้อยน่อ..ลำนา" (ลองดูสักนิด..อร่อยนะ) ชื่อ "ข้าวปุก"  แม่ค้าบอกให้จิ้มน้ำอ้อยด้วย  อึม..อร่อยจริงๆ ค่ะ ราคาไม้ละ ๕ บาท  ซื้อเพราะไมตรีจิตของแม่ค้า  ก่อนกลับที่พักได้เสื้อสาวไตอีก ๑ ตัว  ซื้อเพราะหลงเสน่ห์แม่ค้าคนสวย  พูดจาไพเราะ  มีน้ำใจ "ลองใส่ได้เจ้า"   "ตั๋วนี้ก่องาม"  "ตั๋วนี้ก่อเหมาะเจ้า ลวดลายงามเจ้า.."  สารพัดคำพูดที่น่ารัก และการดูแลเอาใจใส่ลูกค้า   ผู้เขียนกับ อ.พุดตาน หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมฯ ได้เสื้อสวยกลับบ้านคนละตัว


        อยากให้ความงดงามเหล่านี้เป็นเสน่ห์ที่อยู่คู่กับ "เมืองแม่ฮ่องสอน"  เมืองสามหมอกไปนานเท่านาน   ก่อนกลับที่พักได้ไปกราบพระที่ "วัดจองกลาง" วัดคู่บ้านคู่เมืองอีกวัดหนึ่งของแม่ฮ่องสอนที่มีความสวยงามพอ ๆ กับ "วัดจองคำ"  ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่ขึ้นชื่อ  มีภาพสวย ๆ ของพระธาตุที่บันทึกเองมาฝากด้วย (ช่างภาพมือใหม่สมัครเล่นค่ะ..)

             เช้าวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๑  ออกจากที่พักตีห้า เพราะต้องไปถึงโรงเรียนก่อน ๘ นาฬิกาโผล่ออกจากที่พัก  โอ้โฮ..สัมผัสกับความหนาวเย็นยะยือก  ละอองหมอกที่ลอยเต็มไปหมด  มองไม่เห็นทางเดินลงจากที่พัก  ต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ

             ในช่วงการเดินทางไปโรงเรียนต้องเปิดไฟรถตลอด เพราะหมอกลงมืดครึ้ม เอ!หรือเรียกว่า "หมอกหนา"   ผ่านภูเขาสองข้างทาง สัมผัสกับคำว่า "ทะเลหมอก" ได้จริง ๆ เหมือนทะเลอย่างชัดเจน..เก็บภาพไม่ได้  โชเฟอร์บอกว่าเป็นช่วงขึ้นเขาอันตรายในการจอดรถเก็บภาพได้ในจุดชมวิว แต่ไม่ค่อยสวย  อยากให้ผู้อ่านเห็นภาพ  จึงขออนุญาตภาพสวยๆ ของทะเลหมอกของคุณหมอกาแฟมาค่ะ   สวยจริงๆ ..ทะเลหมอก...

          "โค้งต๊บศอก"  เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของแม่ฮ่องสอน ที่มีในจังหวัดเดียวของประเทศไทย  ท่านที่ต้องการสัมผัส  ต้องไปเองและเดินทางทางรถ  "ต๊บ"  น่าจะหมายถึงพับ  ท่านลองพับแขนเป็นรูปตัว V แล้วยกมือขึ้นลง  นี่แหละค่ะความน่าหวาดเสียวของโค้งต๊บศอก  ที่มีทั้งหมด ๑,๘๖๔ โค้ง  ลุงนิรันดร์โชเฟอร์พูดกับผู้เขียน "ศน.อ้วน บ่ต้องนับโก๊งหรอกครับ...ผมว่ามีสองโก๊งเต้าอ๊ะ..โก๊งขวา..โก๊งซ้าย.."    "ใช่ค่ะลุง..ยอมแพ้" (เวลาอ่านออกเสียง โกง-โก่ง-โก้ง-โก๊ง  ลากเสียงยาวๆ นะคะ เพราะถนนโค้งจริง ๆ ค่ะ)
         นับโค้งไม่ครบสักทีก็ถึงโรงเรียน   หมอกมืดครึ้มเต็มไปหมด  สงสารเด็กนักเรียน  แต่พวกเขาก็คงชินแล้ว   กว่าจะได้เข้าแถวเคารพธงชาติเกือบ ๙ โมง  ผู้เขียนต้องทำสมาธินับ ๑-๑๐๐ เพื่อต่อสู้กับความหนาว  การปวดหัวที่เริ่มเกิดขึ้นและน้ำมูกที่เริ่มไหลเพราะไม่ได้สวมหมวก  ผมเปียกเพราะละอองหมอก  ในช่วงกิจกรรมหน้าเสาธง  รู้สึกปวดมือมากต้องขอแก้วน้ำร้อนจากคุณครูมาถือไว้ เพื่อให้อุ่นขึ้น
        เสน่ห์สุดท้าย..ที่สัมผัสได้เพียงชั่วข้ามคืน คือ "วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน"  ทำให้ผู้เขียนคิดถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง ความพอเพียง  พบได้จากผู้คนที่นี่  ผู้เขียนได้สัมผัสกับชาวบ้านที่มาร่วมกิจกรรม ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่  หลากหลายวัย แต่น่ารักเหมือนกัน  หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  ผู้เฒ่ายกมือไหว้ ทำเอารับไหว้เกือบไม่ทัน..

         การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น  อาหารการกินพื้นบ้านง่าย ๆ ปลอดสารพิษ  ได้กินอาหารของคนไตอีกหนึ่งมื้อ  บันทึกภาพมาฝากท่านผู้อ่านด้วยค่ะ  พร้อมทั้งคำอธิบายของคุณครูและชาวบ้านที่นั่งร่วมวงด้วยกัน  มียำหมะหนามโก๊ง (หมะหนามโก๊ง    อ่านออกเสียงเหมือน "โค้ง" เป็นผักพื้นบ้านของแม่ฮ่องสอน เป็นไม้ยืนต้น )     ผู้เขียนติดใจอยากเห็นมะหนามโก๊ง  คุณครูก็แสนดีให้นักเรียนไปเด็ดมาจากบ้านข้างโรงเรียน   มีภาพมาฝากด้วยค่ะ..  ฝักคล้ายถั่วลันเตาขนาดใหญ่    ยำก็ออกรสเปรี้ยว เหมือนยำทั่ว ๆ ไป และมี ยำถั่วพู  จิ้นลุง  น้ำพริกอ่อง  ผักกาดจอ    แคบหมู  ผักลวกจิ้มน้ำพริก  ที่แปลก คือ ยำถั่วพู  จริง ๆ แล้ว คือ ยำเต้าหู้   ขนมหวานมี ๒ อย่าง คือ เปม้ง กับ อะหละหว่า  ผู้เขียนเห็นเป็นครั้งแรกของชีวิต  คุณครูมัลลิกาบอกว่าเป็นขนมเค้กของชาวไทยใหญ่  ทำด้วยแป้งข้าวจ้าว  ผสมผงฟู  ใส่กะทิและน้ำอ้อย  ขนมอะหละหว่าคล้ายกัน  แต่ทำด้วยแป้งหมี่  อร่อยอีกมื้อหนึ่งเลยเรา
         "ชีวิตที่น่ายินยลของคนในถิ่น" เป็นเสน่ห์สุดท้ายที่ผู้เขียนหลงใหล ในชั่วข้ามคืน ที่เมืองสามหมอก  เมืองแห่งหมอกควันในฤดูแล้ง   หมอกฝนในฤดูฝน และ หมอกหนาว   วิถีชีวิตที่เรียบง่าย  มีความสุขอย่างพอเพียง   มีประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม   ล้อมรอบด้วยธรรมชาติที่สวยสดงดงาม     ผู้เขียนสอบถาม อ.พุดตาน ที่เป็นคนแม่สะเรียงโดยกำเนิด และคุณครูมัลลิกา ทำให้รู้จักเพลงประจำที่ร้องกันโดยทั่วไปของจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ชื่อเพลง " แม่ฮ่องสอน แดนไพร"  ทำนองไพเราะมากค่ะ..เนื้อเพลงที่ถ่ายทอดออกมาสื่อให้เห็นภาพของแม่ฮองสอนได้ชัดเจนมาก..
นี่เอง  "เสน่ห์...เมืองสามหมอก" ที่ฉันหลงใหล 




บันทึก..การเดินทางครั้งนี้
บอกเล่านานมาแล้วที่นี่
เมื่อหวนรำลึก..จึงอยากเก็บไว้ที่นี่
ด้วย..เป็นจังหวะหนึ่งของชีวิตที่ได้เดินทาง