หลงเสน่ห์...ความงามของทิวทัศน์
หลงเสน่ห์...ภาพชัดทะเลหมอก
หลงเสน่ห์...โค้งต๊บศอกของเส้นทาง
หลงเสน่ห์...รอยยิ้มที่กว้างขวางของผู้คน
หลงเสน่ห์...ชีวิตที่น่ายินยลของคนในถิ่น
หลงเสน่ห์...ภาพชัดทะเลหมอก
หลงเสน่ห์...โค้งต๊บศอกของเส้นทาง
หลงเสน่ห์...รอยยิ้มที่กว้างขวางของผู้คน
หลงเสน่ห์...ชีวิตที่น่ายินยลของคนในถิ่น
ปีหนูน้อยผ่านผันไปได้ ๒ วันก็เริ่มทำงานอย่างมีความสุขตามพรที่ได้รับ "ทำงานให้สนุกนะคะ".. "ทำงานอย่างมีความสุขนะครับ"..แล้วความสุขก็จะเริ่มบังเกิดขึ้นทีละน้อย..ทีละน้อย..งานแรกของปีเริ่มแล้ว..การประเมินโรงเรียนเพื่อรับรางวัลพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี ๒๕๕๐ ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน
เริ่มต้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน..ถูกใจมาก..เพราะอยากเที่ยวอยู่แล้ว คณะประเมินประกอบด้วยรองผู้อำนวยเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑ และ เขต ๒ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา และ ผู้เขียน รวม ๕ คน รถตู้สภาพเยี่ยม พร้อมโชเฟอร์คนเก่ง..ลุย..ตะลอนทัวร์...เริ่มแล้ว คณะออกจากเชียงใหม่ทางอำเภอแม่แตง ผ่านห้วยน้ำดัง วนอุทยานแห่งชาติอันสวยงามขึ้นชื่อ โป่งเดือดป่าแป๋ เข้าสู่อำเภอปาย ผ่านอำเภอปางมะผ้า สู่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
สัมผัสแรกที่สวยงาม..คือ ธรรมชาติ ทิวทัศน์สองข้างทางสดใสสวยงามมาก ท้องฟ้าสดใส ตั้งแต่เริ่มออกจากเชียงใหม่ พยายามจะเก็บภาพสวย ๆ แต่ไม่มีความชำนาญ อยากได้วิวดอย หรือภูเขาสวยๆ กลับได้ป่าไม้สองข้างทาง เหมือนกับท่านรอง ฯ มงคล แต่ก็มีฉากภูเขาสวย ๆ หลายภาพ ท่านรองฯ ไกรสรพูด "..ซ้ายก็ดอย..ขวาก็ดอย.." "จริงด้วยค่ะ.." เข้าสู่ตัวอำเภอปาย อำเภอเหนือสุดของแม่ฮ่องสอน เป็นอำเภอเล็ก ๆ คนต่างชาติ โดยเฉพาะฝรั่งเยอะมาก เป็นเมืองท่องเที่ยว คล้ายๆกับพัทยา ผ่านเข้าสู่อำเภอปางมะผ้า และมุ่งสู่อำเภอเมือง เป้าหมายเป็นที่พัก ตลอดเส้นทางทิวทัศน์สวยงามมาก ถูกใจผู้เขียนเป็นยิ่งนัก
เสน่ห์ที่สอง..ที่สัมผัสได้ เมื่อเหยียบย่างเข้าเมืองสามหมอก คือ ..อัธยาศัยไมตรีจิต..ของผู้คน รอยยิ้มที่กว้างขวางและจริงใจ ความน่ารัก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่หยิบยื่นให้แก่ผู้มาเยือนอย่างง่าย ๆ ที่ค่อนข้างพบได้ยากในยุคสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ เมืองเชียงใหม่ก็ค่อนข้างพบยากแล้ว
คณะได้รับการต้อนรับอย่างอบอ่นจากท่านผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมคณะ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ผอ.อุดม ชัยมงคล ท่านเป็นยอดมนุษย์ผู้มีอุดมการณ์ที่ขอนับถือ อีก ๘ เดือนท่านจะเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านทำงานชนิดที่ทำให้เราต้องหวนกลับมาย้อนคิดพิจารณาตัวเอง เคยพุดกับเพื่อนครูเสมอว่า..เวลา..ไม่เป็นอุปสรรคของการทำดี มาพบข้อมูลที่ยืนยันได้จริง ๆ จากท่านผอ.อุดม ชัยมงคล นี่เอง ..บทพิสูจน์ของปรัชญาชีวิตที่น่าทึ่ง..
ความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง ความรับผิดชอบ ความมีวินัยในชีวิต รวมทั้งการเป็นพหูสูต มีครบครันในตัวของท่าน ถ้าประเทศไทยมีข้าราชการเหมือนท่านผอ.อุดม สักประมาณร้อยละ ๕๐ ประเทศชาติบ้านเมืองคงเจริญแบบฉุดรั้งไว้ไม่อยู่เชียวละ ทุกคำพูดของท่านไม่สมควรตัดทิ้งแม้แต่ประโยคเดียว ผู้เขียนสรุปให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดคือ "ตัวอย่างที่ดี ดีกว่าคำสอน" ในทุกเรื่องด้วยค่ะ ท่านบอกเล่าพูดคุยกับพวกเราอย่างมีความสุข IQ กับ EQ มีอยู่ในตัวของท่านพร้อมกันทั้งสองด้าน ท่านใช่เพียงแต่จะเก่งด้านวิชาการเท่านั้น อารมณ์ของท่านก็เป็นเลิศ ท่านพูดภาษาญี่ปุ่นได้ พูดภาษาอังกฤษได้ ท่านเก่งคอมพิวเตอร์ ท่านสามารถใช้ Internet ได้ ใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือก็ได้(เราเก่งเหมือนท่านแฮะ) ..น่าทึ่งมากที่ผู้สูงอายุเช่นนี้ทำได้
ท่านส่ง e-mail ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ท่านบอกเล่างานในการดูแลเด็กพิการหรือเรียกว่าเด็กพิเศษของท่าน บอกเล่าถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่ค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย ท่านได้รับความเอื้อเฟื้อจากคนทั่วโลกที่ไม่รู้จักหน้าค่าตากันเลย ท่านสามารถสร้างอาคารเรียน ห้องเรียนที่เหมาะกับเด็กพิการ สื่อการสอนที่ทันสมัยได้โดยใช้ความสามารถของท่านล้วน ๆ ท่านมีข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล นักเรียนคนไหนมีปัญหาอย่างไร ท่านก็ได้รับสื่อที่แก้ปัญหานักเรียนได้ตรงกับสภาพปัญหา ท่านเล่าอย่างภาคภูมิใจ ชี้ให้ดูโน่นดูนี่อย่างมีความสุข ท่านนั่งสาธิตการส่งเมล์ให้พวกเราดู ผู้เขียนมัวเพลิดเพลินในการฟังท่าน จึงเก็บภาพได้ ๒-๓ ภาพเท่านั้น ท่านจัดห้องทำงานแบบญี่ปุ่น เป็นมุมเล็ก ๆ น่ารักมาก เสียดายไม่มีภาพให้ดูค่ะ "ผมซื้อเก้าอี้ทุกตัว ของใช้ส่วนตัวทุกชิ้นด้วยเงินของผมเอง ไม่ได้ใช้เงินที่ขอมาครับ ผมต้องการให้ครูของผมเห็นเป็นตัวอย่าง" ท่านมีจักรยานหนึ่งคันไว้ขี่มาโรงเรียน ท่านบอกว่าอยากให้ร่างกายแข็งแรงต้องทำเองซื้อหาไม่ได้...อีกแล้วปรัชญาชีวิต..ท่านชี้ให้ดูภาพบุหรี่มวนสุดท้ายที่ท่านสูบ กล่องเหล้าสาเก..กล่องสุดท้ายที่ท่านดื่ม (ท่านไปอยู่ญี่ป่นและท่องเที่ยวทั่วโลกมาแล้ว) ท่านบอกว่าสนใจและสมัครเรียนคอมพิวเตอร์ เมื่ออายุ ๕๐ ปีจากโรงเรียนสารพัดช่าง น่าทึ่งในความมุ่งมั่นจริง ๆ
"พร" สุดท้ายที่ท่านฝากให้พวกเราก่อนส่งเข้าที่พัก "ให้อยู่ดีมีสุข" ท่านไม่ให้ "พรรวย" ท่านบอกว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ทุกวันนี้ที่ผู้คนมีปัญหา คือ ให้เงินเป็นนายตัวเอง เราต้องเป็นนายของเงินให้ได้ เป็นนาย ๓ อย่าง รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ เด็ก ๆ ที่เข็นรถเดินตามพ่อแม่ในห้างสรรพสินค้า หยิบของที่ต้องการใส่รถ พ่อแม่ส่งการ์ดให้รูด ของบางอย่างซื้อมาแล้วทิ้งขว้างไม่เป็นประโยชน์ เด็กไม่รู้จักค่าของเงิน สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของบ้านเมืองต่อไปในอนาคต..ความจริงอีกแล้วค่ะท่านผอ...
เพียงชั่วยังไม่ข้ามคืน ผู้เขียนก็หลงเสน่ห์ท่าน ผอ.อุดมเข้าแล้ว ท่านเอื้อเฟื้ออาหารมื้อเย็นที่เป็นอาหารคนไต อาหารท้องถิ่น ไม่คุ้นหน้าตาและชื่อ แต่อร่อยมากค่ะ ที่จำได้มี ไก่อุ๊บ มะเขืออุ๊บ จิ้นลุง น้ำพริกอ่อง(เหมือนของเชียงใหม่) และท่านก็เอื้อเฟื้อประสานที่พักให้ ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ เสียดายที่ไม่มีภาพให้ดูค่ะ เพราะเข้าที่พักมืดแล้วและก็ออกแต่เช้ามืดเช่นกัน บ้านพักอยู่บนดอยสูง บรรยากาศเยี่ยม อากาศหนาวเหน็บจับใจ
เสน่ห์..ที่สัมผัสได้อีก จากผู้คนในเมืองสามหมอก ที่พบได้ง่าย ๆ จากการท่องราตรี ที่ถนนคนเดินในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ของคืนวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๑ คำพูดเชิญชวนของพ่อค้าแม่ค้า "เจินผ่อแหละเจ้า.." "จิมได้นา.." "ลองได้เจ้า.." "บ่เป๋นหยังเจ้า.." ผู้เขียนเมียงมองดูขนมหน้าตาแปลก ๆ คงแสดงทีท่าอยากชิมให้แม่ค้าเห็น แม่ค้าจึงยื่นขนมให้ "ลองผ่อซักหน้อยน่อ..ลำนา" (ลองดูสักนิด..อร่อยนะ) ชื่อ "ข้าวปุก" แม่ค้าบอกให้จิ้มน้ำอ้อยด้วย อึม..อร่อยจริงๆ ค่ะ ราคาไม้ละ ๕ บาท ซื้อเพราะไมตรีจิตของแม่ค้า ก่อนกลับที่พักได้เสื้อสาวไตอีก ๑ ตัว ซื้อเพราะหลงเสน่ห์แม่ค้าคนสวย พูดจาไพเราะ มีน้ำใจ "ลองใส่ได้เจ้า" "ตั๋วนี้ก่องาม" "ตั๋วนี้ก่อเหมาะเจ้า ลวดลายงามเจ้า.." สารพัดคำพูดที่น่ารัก และการดูแลเอาใจใส่ลูกค้า ผู้เขียนกับ อ.พุดตาน หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมฯ ได้เสื้อสวยกลับบ้านคนละตัว
อยากให้ความงดงามเหล่านี้เป็นเสน่ห์ที่อยู่คู่กับ "เมืองแม่ฮ่องสอน" เมืองสามหมอกไปนานเท่านาน ก่อนกลับที่พักได้ไปกราบพระที่ "วัดจองกลาง" วัดคู่บ้านคู่เมืองอีกวัดหนึ่งของแม่ฮ่องสอนที่มีความสวยงามพอ ๆ กับ "วัดจองคำ" ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่ขึ้นชื่อ มีภาพสวย ๆ ของพระธาตุที่บันทึกเองมาฝากด้วย (ช่างภาพมือใหม่สมัครเล่นค่ะ..)
เช้าวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๑ ออกจากที่พักตีห้า เพราะต้องไปถึงโรงเรียนก่อน ๘ นาฬิกาโผล่ออกจากที่พัก โอ้โฮ..สัมผัสกับความหนาวเย็นยะยือก ละอองหมอกที่ลอยเต็มไปหมด มองไม่เห็นทางเดินลงจากที่พัก ต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ
ในช่วงการเดินทางไปโรงเรียนต้องเปิดไฟรถตลอด เพราะหมอกลงมืดครึ้ม เอ!หรือเรียกว่า "หมอกหนา" ผ่านภูเขาสองข้างทาง สัมผัสกับคำว่า "ทะเลหมอก" ได้จริง ๆ เหมือนทะเลอย่างชัดเจน..เก็บภาพไม่ได้ โชเฟอร์บอกว่าเป็นช่วงขึ้นเขาอันตรายในการจอดรถเก็บภาพได้ในจุดชมวิว แต่ไม่ค่อยสวย อยากให้ผู้อ่านเห็นภาพ จึงขออนุญาตภาพสวยๆ ของทะเลหมอกของคุณหมอกาแฟมาค่ะ สวยจริงๆ ..ทะเลหมอก...
"โค้งต๊บศอก" เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของแม่ฮ่องสอน ที่มีในจังหวัดเดียวของประเทศไทย ท่านที่ต้องการสัมผัส ต้องไปเองและเดินทางทางรถ "ต๊บ" น่าจะหมายถึงพับ ท่านลองพับแขนเป็นรูปตัว V แล้วยกมือขึ้นลง นี่แหละค่ะความน่าหวาดเสียวของโค้งต๊บศอก ที่มีทั้งหมด ๑,๘๖๔ โค้ง ลุงนิรันดร์โชเฟอร์พูดกับผู้เขียน "ศน.อ้วน บ่ต้องนับโก๊งหรอกครับ...ผมว่ามีสองโก๊งเต้าอ๊ะ..โก๊งขวา..โก๊งซ้าย.." "ใช่ค่ะลุง..ยอมแพ้" (เวลาอ่านออกเสียง โกง-โก่ง-โก้ง-โก๊ง ลากเสียงยาวๆ นะคะ เพราะถนนโค้งจริง ๆ ค่ะ)
นับโค้งไม่ครบสักทีก็ถึงโรงเรียน หมอกมืดครึ้มเต็มไปหมด สงสารเด็กนักเรียน แต่พวกเขาก็คงชินแล้ว กว่าจะได้เข้าแถวเคารพธงชาติเกือบ ๙ โมง ผู้เขียนต้องทำสมาธินับ ๑-๑๐๐ เพื่อต่อสู้กับความหนาว การปวดหัวที่เริ่มเกิดขึ้นและน้ำมูกที่เริ่มไหลเพราะไม่ได้สวมหมวก ผมเปียกเพราะละอองหมอก ในช่วงกิจกรรมหน้าเสาธง รู้สึกปวดมือมากต้องขอแก้วน้ำร้อนจากคุณครูมาถือไว้ เพื่อให้อุ่นขึ้น
เสน่ห์สุดท้าย..ที่สัมผัสได้เพียงชั่วข้ามคืน คือ "วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน" ทำให้ผู้เขียนคิดถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง ความพอเพียง พบได้จากผู้คนที่นี่ ผู้เขียนได้สัมผัสกับชาวบ้านที่มาร่วมกิจกรรม ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ หลากหลายวัย แต่น่ารักเหมือนกัน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ผู้เฒ่ายกมือไหว้ ทำเอารับไหว้เกือบไม่ทัน..
การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น อาหารการกินพื้นบ้านง่าย ๆ ปลอดสารพิษ ได้กินอาหารของคนไตอีกหนึ่งมื้อ บันทึกภาพมาฝากท่านผู้อ่านด้วยค่ะ พร้อมทั้งคำอธิบายของคุณครูและชาวบ้านที่นั่งร่วมวงด้วยกัน มียำหมะหนามโก๊ง (หมะหนามโก๊ง อ่านออกเสียงเหมือน "โค้ง" เป็นผักพื้นบ้านของแม่ฮ่องสอน เป็นไม้ยืนต้น ) ผู้เขียนติดใจอยากเห็นมะหนามโก๊ง คุณครูก็แสนดีให้นักเรียนไปเด็ดมาจากบ้านข้างโรงเรียน มีภาพมาฝากด้วยค่ะ.. ฝักคล้ายถั่วลันเตาขนาดใหญ่ ยำก็ออกรสเปรี้ยว เหมือนยำทั่ว ๆ ไป และมี ยำถั่วพู จิ้นลุง น้ำพริกอ่อง ผักกาดจอ แคบหมู ผักลวกจิ้มน้ำพริก ที่แปลก คือ ยำถั่วพู จริง ๆ แล้ว คือ ยำเต้าหู้ ขนมหวานมี ๒ อย่าง คือ เปม้ง กับ อะหละหว่า ผู้เขียนเห็นเป็นครั้งแรกของชีวิต คุณครูมัลลิกาบอกว่าเป็นขนมเค้กของชาวไทยใหญ่ ทำด้วยแป้งข้าวจ้าว ผสมผงฟู ใส่กะทิและน้ำอ้อย ขนมอะหละหว่าคล้ายกัน แต่ทำด้วยแป้งหมี่ อร่อยอีกมื้อหนึ่งเลยเรา

"ชีวิตที่น่ายินยลของคนในถิ่น" เป็นเสน่ห์สุดท้ายที่ผู้เขียนหลงใหล ในชั่วข้ามคืน ที่เมืองสามหมอก เมืองแห่งหมอกควันในฤดูแล้ง หมอกฝนในฤดูฝน และ หมอกหนาว วิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีความสุขอย่างพอเพียง มีประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม ล้อมรอบด้วยธรรมชาติที่สวยสดงดงาม ผู้เขียนสอบถาม อ.พุดตาน ที่เป็นคนแม่สะเรียงโดยกำเนิด และคุณครูมัลลิกา ทำให้รู้จักเพลงประจำที่ร้องกันโดยทั่วไปของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชื่อเพลง " แม่ฮ่องสอน แดนไพร" ทำนองไพเราะมากค่ะ..เนื้อเพลงที่ถ่ายทอดออกมาสื่อให้เห็นภาพของแม่ฮองสอนได้ชัดเจนมาก..
นี่เอง "เสน่ห์...เมืองสามหมอก" ที่ฉันหลงใหล
บันทึก..การเดินทางครั้งนี้
บอกเล่านานมาแล้วที่นี่
เมื่อหวนรำลึก..จึงอยากเก็บไว้ที่นี่
ด้วย..เป็นจังหวะหนึ่งของชีวิตที่ได้เดินทาง
